ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความสุข - ทุกข์ ย่อมเสมอกัน


อันว่าความทุกข์ ความโศกเศร้า ความร่ำไร รำพัน ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับปุถุชนคนธรรมดา ดังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสไว้ในพระสูตร เมื่อสมเด็จพระบรมครูท่านตรัสสั่งสอนไว้อย่างนั้นเมื่อเรายังปฏิบัติยังไม่ถึงความเข้าใจที่แท้จริงตามคำสอนของพระพุทธองค์ เราก็ควรมีหลักความคิด หรือทัศนคคิมุมมองสำหรับเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

อันสิ่งในโลกนี้มีสองด้านคู่กันเสมอ ตัวอย่างเช่น มีความสุข - ความทุกข์, มีดีใจ-เศร้าใจ, มีสมหวัง - ไม่สมหวัง ในสิ่งที่ปราถนา, มีพบเจอ - พลัดพลาก, มีพอใจ - ไม่พอใจ...ฯลฯ แต่ปุถุชนคนธรรมดาคนเรามักจะไม่มองเช่นนั้น ส่วนใหญ่มักจะมองและยอมรับแต่สิ่งที่เป็นบวกเพียงอย่างเดียวคือ ค้องการความสุข ต้องการความสมหวัง ต้องการความพอใจในสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างเดียว โดยปิดกั้นและไม่ยอมรับ หรือปฏิเสธผลทางด้านลบ เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อคนเราประสบกับผลในทางบวก เช่นความสมหวัง ก็เกิดความสุขความพอใจขึ้น เมื่อเป็นที่ชอบใจพอใจ จิตใจก็ยึดเอาถือเอา และเสาะแสวงหาแห่งปัจจัยแห่งความสมหวังนั้นอีก  ในทางกลับกันหากเกิดผลในทางลบขึ้น เช่นเกิดความไม่สมหวังขึ้น เมื่อจิตใจปฏิเสธผลทางลบมาตั้งแต่ต้น ความทุกข์ก็เกิดเพราะเป็นสิ่งที่ไม่ปรารถนา เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น จิตใจก็จะผลักใสออก และหาวิถีทางที่จะทำให้ความไม่สมหวังนั้นหมดไป เมื่อจิตใจของคนเรายังมีน้ำหนักอยู่สองข้างสองอย่างอยู่อย่างนี้เมื่อมีปัจจัยของสิ่งที่เป็นบวกและลบเข้ามาทำให้เกิดผลกับตัวเอง จิตใจจึงมีการดึงเข้ามา และพลักใสออกไปอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบสิ้น ความสุข หรือ ความทุกข์ ของปุถุชนก็เกิดขึ้นจากตรงนี้

ความจริงแล้วในการปฏิบัติธรรมหรือการฝึกพัฒนาจิตใจนั้น เป็นการทำให้ให้จิตมีความเข้าใจเรื่องสุขทุกข์อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องรู้ถึงสิ่งทั้งสองสิ่ง คือความสุข และ ความทุกข์ด้วย ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อให้แสวงหาความสุข(ของปุถุชน)เพียงอย่างเดียว มาถึงตรงนี้ก็ขออธิบายขยายความถึงเรื่องความสุขและความทุกข์ของปุถุชน หรือที่เรียกว่าโลกียสุข ก็คือ ความสุขก็เกิดจากอามิส หรือเป็นความสุขความพอใจ ที่เกิดผลทางบวกอย่างที่ได้อธิบายมาในข้างต้น การทำบุญกุศลต่างๆเช่นการเข้าวัดทำบุญ บริจาคทาน เป็นปัจจัยเป็นผลให้เราได้เกิดผลในทางบวก หรือความสุขก็จริงอยู่ แต่ความสุขที่เกิดนั้นก็ยังเป็นความสุขที่เป็นผลบวกหรือ เป็นสิ่งที่ยังเป็นของคู่อยู่ นั่นหมายถึงว่า เมื่อบุญที่เราทำให้ผล มันก็เกิดความสุขใจพอใจสมหวัง แต่เมื่อผลบุญนั้นมันหมดไป หากมีปัจจัยอื่นเข้ามาเช่นผลของบาปหรืออกุศลก็ย่อมส่งผลให้เราเป็นทุกข์ได้อีก เพราะผลของบุญหรือบาปมันให้ผลแล้วมันก็หมดได้ หรือแม้แต่สิ่งที่เราประสบพบเจอในชีวิตประจำวันหากเป็นสิ่งที่เราชอบเราพอใจมันเกิดสุข หากเจอเรื่องไม่เป็นที่พอใจ ใจก็ขุ่นเคืองเป็นทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนั้นความสุข และความทุกข์ก็ยังเกิดขึ้นได้กับ ปุถุชนคนธรรมดาได้เสมอตลอดเวลา

"วิมุตติสุข" คือสุขที่แท้จริง วิมุตติสุขคือความสุขที่เกิดจากจิตที่หลุดพ้นจากพันธาการ ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากผลบวกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ใช่สุขที่เกิดจากปัจจัยทำให้เกิดขึ้นแล้่วก็หมดไป เป็นความสุขจริงสุขถาวร เป็นสิ่งที่เกิดจากที่บุคคลเจริญวิปัสนาตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง สามารถอมรบ ดูแลจิตใจ จนสามาารถรู้เห็นสภาวะตามสภาพความเป็นจริง และทำจิตของตนให้สามารถถอนออกจากเครื่องยึดเหนี่ยวดึงรัดอยู่นั้นได้

ดังนั้นคนเราจึงควรหัดสังเกตุ และยอมรับในสิ่งสองสิ่งนี้อย่างกลางๆ ว่าไม่ว่าความสุข หรือความทุกข์นั้น สิ่งที่พอใจ หรือไม่พอใจ ก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนเราเสมอ เมื่อมีความสุขเข้ามาเราก็ไม่ควรที่จะยึดถือหลงระเริงเกินไป เมื่อความทุกข์เข้ามาก็อย่าเพิ่งดิ้นรนพลักใสจนเกินไป ให้รู้จักเรียนรู้และยอมรับกับมัน เท่านี้ความสมดุลในใจจะเริ่มเกิดขึ้น หากรู้จักพิจารณาไว้เนืองๆ และสามารถพิจารณาเห็นได้บ่อย ความสว่างแห่งจิตใจ หนทางพ้นทุกข์ปัญญาก็จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติได้ ขออนุโมทนา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

พรหมวิหาร 4 หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน วัดอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่

. ธรรมะสวัสดีเช้านี้.. ..คนเรานี้ได้อยู่ด้วยกันแบบร่มเย็นเป็นสุขก็ทำให้มีเมตตา เมตตาพรหมวิหาร เมตตาธรรมค้ำจุนโลก โลกจะตั้งอยู่ได้เป็นปึกแผ่นแน่นหนาช่วยเหลือกันเป็นหมู่เป็นกลุ่ม ทั้งช่วยกันในด้านการทำการทำงานก็ดี อยู่บ้านใดเมืองใดประเทศไหนก็เหมือนกัน ถ้ามีเมตตาต่อกันซึ่งกันและกันแล้วก็ไม่มีอันตรายที่จะเกิดขึ้น ไม่มีความวุ่นวาย เรียกว่าเมตตาธรรมของโลกจะตั้งอยู่ได้มั่นคง ก็อาศัยเรียกว่ามีเมตตาต่อกันซึ่งกันและกัน แม้ในครอบครัวก็ดี สามีภรรยาลูกหลาน ปู่ย่าตายายอยู่ด้วยกัน เมื่อมีเมตตาต่อกันและกันแล้ว ก็จะไม่มีอะไรในครอบครัว ครอบครัวก็จะอยู่ด้วยกันด้วยความเมตตา อยู่ด้วยความสงบก็เรียกว่ามีเมตตาต่อกัน ถ้ามีเมตตาต่อกันซึ่งกันและกันได้แล้ว กรุณาคือความสงสาร ก็อยู่ด้วยกัน เกิดความสงสารซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน เรียกว่ามีเมตตาทางกาย การแสดงอะไรด้วยกายต่างๆอันที่ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน การแสดงเมตตาด้วยวาจา การพูดจาปราศรัยไม่กระทบกระเทือนกัน ไม่ทำให้กันเสียจิตเสียใจเรียกว่าความเมตตา ไม่ใช่จะเป็นคนดุอย่างเดียว ก็จะขาดจากความมีเมตตาจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ อันนี้...

อนุรักขนาปธาน พระอาจารย์เปลี่ยน วัดอรัญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

เมื่อหากบุคคลใดได้ทำคุณงามความดีเอาไว้ ได้ทำบุญก็ดี ได้รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี ได้ทำอะไรเอาไว้ในทางที่ดีได้พูดอะไรเอาไว้ในทางที่ดีได้คิดอะไรเอาไว้ในทางที่ดีแล้วควรรักษาความดีของตนเองที่ได้กระทำเอาไว้นั้นให้ดี ควรรักษาการพูดจาปราศัยของตนอยู่ในศีลธรรม ควรรักษาเอาไว้ให้ดีควรรักษาจิตใจของตนเองนั้น ที่ตนเองฝึกฝนอบรมเอาไว้ได้นั่นให้จิตใจของเรามันดีให้คิดในทางที่ถูกก็เรียกว่าอนุรักขนาปธาน เพียรคงความดีของตน ให้เจริญรุ่งเรืองและเต็มเปี่ยมรักษาความดีของตนให้ได้อย่าให้มันเสื่อมไป.. คนอยากพ้นทุกข์ต้องตั้งอยู่ในคุณงามความดีคือความเพียรจึงเรียกว่า เพียรระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้น ทางกาย วาจา ใจก็เรียกว่า สังวรปธาน เพียรระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้น ต้องรักษาเอาไว้บัดนี้เพียรระวังละบาปที่เกิดขึ้นแล้วทางกายวาจาใจก็เรียก ปหานปธานเพียรยังกุศลให้เกิดขึ้นทางกายวาจาใจของตนเรียกว่าภาวนาปธาน เมื่อตนเองได้สร้างคุณงามความดีแล้วทางกายวาจาใจของตน เพียรรักษาความดีของตนที่ได้ทำเอาไว้ พูดเอาไว้ คิดเอาไว้ ให้เจริญรุ่งเรื่องและเต็มเปี่ยมก็เรียกว่า อนุรักขนาปธาน นี่เรียกว่าเป็น ความเพียรชอบ  ควรประกอบให้เก...

พระธรรเทศนาเรื่องบุญ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เมื่อจิตไม่ไปคว้าเอาทุกข์ที่เกิดขึ้นในขันธ์ ซึ่งเรียกว่าทุกขเวทนาแล้ว ทุกข์ที่ปรากฏในขันธ์ก็ไม่ซึมซาบถึงจิต จิตก็ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อนไปตาม ต่างก็ทำงานแลอยู่ตามความเป็นจริงของตน ไม่ระคนซึ่งกันและกัน เรียกว่าหมดทางน้ำไหลเข้าไหลออก ก็เลยกลายเป็นน้ำนิ่งน้ำใสบริสุทธิ์ไป จิตที่หมดทางไหลเข้าไหลออกของกิเลส ก็กลายเป็นจิตบริสุทธิ์ หมดความหวั่นไหวเช่นเดียวกับน้ำนั้น . ขอได้พากันบำเพ็ญตามกำลัง ชีวิตของเราทุก ๆ คนในโลกจะอยู่ก็ไม่กี่วัน เที่ยงแท้จะแตกดับอยู่แล้ว รีบขวนขวายหาคุณงามความดีใน เมื่อมีชีวิตอยู่ หาได้มากน้อยเป็นของเรา เมื่อมีคุณงามความดีซึ่งเราได้สั่งสมไว้มากแล้ว หากว่าเราไม่สิ้นกิเลส ยังจะกลับมาเกิดในโลกอีก ก็จะเป็นผู้ไม่ผิดหวังในสถานที่เกิดและสิ่งที่เราต้องประสงค์ บุญเป็นเครื่องแก้ความขาดเขินบกพร่อง ความทุกข์ทรมาน ท่านต้องแก้เราได้แน่ ๆ สิ่งที่จะให้สมหวังคือบุญนี้เอง ท่านผู้สมหวังได้ผ่านทุกข์พ้นไปแล้ว คือพระพุทธเจ้าของเรา ท่านก็อาศัยบุญนี้เองเป็นคุณช่วยท่าน ผู้ที่จะให้สมหวังในกาลข้างหน้าก็บุญนี้เอง โปรดจำให้แม่น เพียรอย่าถอย ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เสียท่า ตายไปแล้วก็ไม่เสียที จงทำดีให้มาก ...