อันว่าความทุกข์ ความโศกเศร้า ความร่ำไร รำพัน ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับปุถุชนคนธรรมดา ดังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสไว้ในพระสูตร เมื่อสมเด็จพระบรมครูท่านตรัสสั่งสอนไว้อย่างนั้นเมื่อเรายังปฏิบัติยังไม่ถึงความเข้าใจที่แท้จริงตามคำสอนของพระพุทธองค์ เราก็ควรมีหลักความคิด หรือทัศนคคิมุมมองสำหรับเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อันสิ่งในโลกนี้มีสองด้านคู่กันเสมอ ตัวอย่างเช่น มีความสุข - ความทุกข์, มีดีใจ-เศร้าใจ, มีสมหวัง - ไม่สมหวัง ในสิ่งที่ปราถนา, มีพบเจอ - พลัดพลาก, มีพอใจ - ไม่พอใจ...ฯลฯ แต่ปุถุชนคนธรรมดาคนเรามักจะไม่มองเช่นนั้น ส่วนใหญ่มักจะมองและยอมรับแต่สิ่งที่เป็นบวกเพียงอย่างเดียวคือ ค้องการความสุข ต้องการความสมหวัง ต้องการความพอใจในสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างเดียว โดยปิดกั้นและไม่ยอมรับ หรือปฏิเสธผลทางด้านลบ เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อคนเราประสบกับผลในทางบวก เช่นความสมหวัง ก็เกิดความสุขความพอใจขึ้น เมื่อเป็นที่ชอบใจพอใจ จิตใจก็ยึดเอาถือเอา และเสาะแสวงหาแห่งปัจจัยแห่งความสมหวังนั้นอีก ในทางกลับกันหากเกิดผลในทางลบขึ้น ...